สต๊อคสินค้าสำคัญอย่างไร ต่อธุรกิจ E-Commerce

ecommerce-stock

จุดประสงค์ของการสต๊อคสินค้า เพื่อนต้องการให้สินค้ามีเพียงพอต่อการขาย หากสินค้าชิ้นใดขายดีก็ควรจะมีการผลิต หรือหามาเก็บไว้ในปริมาณที่มากเช่นกัน ซึ่งการนำสินค้ามาไว้ในสต๊อกก็ควรพิจารณาหลายๆอย่างประกอบด้วย เช่น สิ้นค้าขายดี อายุการใช้งาน ระยะเวลาในการเก็บรักษา ความนิยมของสินค้าในแต่ละช่วง เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเก็บรักษาสิ้นค้าไว้ขายทั้งสิ้น สต๊อคอย่างไรของไม่ขาว เงินไม่จม การจัดการสต๊อคเป็นส่วนสำคัญของการขายของบนเว๊บไซต์e-Commerce เพราะถ้าหากลูกค้าสนใจและสั่งซื้อแล้ว ก็ต้องมีสิ้นค้าพร้อมจัดส่งทุกเมื่อ จึงต้องมีการอัพเดทสต๊อคสินค้าจริงและสินค้าบนหน้าเว็บร้านค้าให้มีความสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ควรเลือกสต๊อคสินค้าแต่ละประเภทตามความต้องการของตลาดโดยขอยกตัวอย่างตามตารางด้านล่างดังนี้   การสั่งซื้อสินค้าไว้สำหรับขาย เจ้าของร้านเองควรจะสั่งซื้อในปริมาณที่พอดีกับการขาย ไม่กักตุนสินค้าไว้เป็นจำนวนมากๆ เนื่องจากหากขายไม่หมดอาจจะทำให้สินค้าล้าสมัย หมดอายุ หรือเสื่อมคุณภาพได้ หากสินค้าขายไม่หมดก็อาจจะนำมาลดราคา หรือนำมาเป็นของแถมสำหรับทำโปรโมชั่น เพื่อช่วยกระจายสินค้าเดิมออกไปก้ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีในการขายและช่วยให้เงินที่ลงทุนไม่จมไปกับสินค้าที่ค้างสต๊อคนั่นเอง บริหารจัดการสินค้าในสต๊อค                จากตารางด้านบน จะเห็นว่าการซื้อสินค้ามาสต็อคไว้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการสั่งซื้อหรือผลิตเข้ามาเก็บไว้ด้วย แนวทางการบริหารสินค้าคงเหลือในสต๊อค สามารถทำได้ดังนี้ 1.ควรมีการบันทึกสินค้าเข้าออกทุกครั้งเมื่อมีการซื้อเข้ามา หรือขายออกไป 2.บันทึกสินค้าคงเหลือทุกครั้งหลังปิดการขายในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าใดบ้างที่ต้องซื้อเพิ่ม และสินค้าใดบ้างที่ต้องกระจายออกไป 3.กำหนดจำนวนขั้นต่ำของสินค้าคงเหลือแต่ละชนิด ว่ามียอดคงเหลือปริมาณเท่าไร จึงจะต้องสั่งซื้อเพิ่มเข้ามาไว้ในสต๊อค 4.สรุปยอดขายของสินค้าแต่ละชนิด เพื่อจะได้รู้ว่าสินค้าใดขายดี 5.ควรเก็บรักษาสินค้าให้อยู่ในสภาพดี ไม่ควรกักตุนสินค้าไว้ในปริมาณมากๆ หากร้านค้ามีการบริหารจัดการสินค้าในสต๊อคอยู่เป็นประจำแล้ว จะช่วยให้ง่ายในการตรวจสอบ และจัดหาสินค้ามาขายได้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าได้ นอกจากนี้ยังช่วยในการสรุปรายงานการขาย และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้อีกด้วย […]

เริ่มต้นค้าขาย e-Commerce ขายสินค้าอะไรดี

เริ่มต้นค้าขาย e-Commerce ขายสินค้าอะไรดี

เริ่มต้นค้าขาย e-Commerce ขายสินค้าอะไรดี เราจะขายอะไรดี? มักจะเป็นคำถามแรกๆ สำหรับใครที่กำลังคิดอยากจะหาสินค้ามาขาย แต่ยังไม่รู้่วาจะขายอะไรดี ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่จะต้องวางแผนให้พร้อมก่อนทำการขาย เริ่มต้นอาจจะลองขายสินค้า โดยพิจารณาดังนี้ อาจจะเริ่มต้นจากสินค้าที่เราชอบ มีความถนัด หรือมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าเป็นอย่างดีก่อน เพื่อจะได้แนะนำลูกค้าได้อย่างถูกต้อง และง่ายต่อการขายก็ได้ หรืออาจจะขายของที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไปก็ยิ่งดี เพราะลูกค้าจะได้กลับมาซื้อใหม่อีกครั้ง เช่น สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง หรือสินค้าไอที เป็นต้น สำหรับสินค้าที่นำมาขายนั้น หากเป็นสินค้าที่เหมือนๆ กัน ก็อาจจะทำให้มีคู่แข่งเยอะ สินค้าอาจจะขายได้ยาก ซึ่งจะต้องอาศัยการทำการตลาดเพิ่มเติมให้กับสินค้าของเรา แต่ถ้าสินค้าที่ขายมีความแตกต่าง หาที่อื่นได้ยาก โดดเด่นไม่เหมือนใคร ก็จะช่วยให้เราขายสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะมีคู่แข่งน้อย ดดยเราอาจจะสร้างเป็นแบรนด์ของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าจดจำตัวสินค้าของเราได้ หรืออาจจะทำแพ็คเกจที่สวยงามเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าก็ได้    

สินค้าอะไรขายด้วย e-Commerce ได้บ้าง

สินค้าอะไรขายด้วย e-Commerce ได้บ้าง

สินค้าอะไรขายด้วย e-Commerce ได้บ้าง สินค้าที่ขายผ่าน e-Commerce ได้นั้นมีทุกอย่าง ไม่ได้มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับความพอใจและเชื่อใจกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่อาจแบ่งให้เห็นภาพชัดขึ้นได้ เช่น บริการ เช่น ตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก บริการสปา เสริมสวย ฯลฯ สินค้า ซึ่งอาจแบ่งเป็น สินค้าที่จับต้องได้ เช่น เสื้อผ้า ของใช้ อุปโภค บริโภค หรือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ อย่างสินค้าดิจิตอล เช่น แอพพลิเคชั่นมือถือ ซอฟแวร์ เพลง ภาพยนตร์ รูปภาพ รหัส หรือ ไอเท็มในเกม ฯลฯ ส่วนสินค้าที่อาจจะไม่เหมาะสำหรับการขายผ่าน e-Commerce นั้นก็มีอยู่บ้าง เช่น สินค้าที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ไม่สะดวกในการจัดส่งผ่านไปรษณีย์ หรือ สินค้าที่มีอายุการใช้งานสั้น หรือ เน่าเสียได้ง่าย เช่นผักผลไม้บางประเภท (ซึ่งหากมีระบบการจัดส่งได้เอง ก็อาจจะสามารถรับคำสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบ e-Commerce ได้ เช่นกัน)

ข้อดีข้อเสียของ e-Commerce

ข้อดีข้อเสียของ e-Commerce

ข้อดีข้อเสียของ e-Commerce การค้าขายออนไลน์นั้นอาจมีทั้งประสบความสำเร็จ หรือขดทุนก็ได้ เพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากเราบริหารจัดการไม่ดีก็อาจไปไม่รอดได้ ซึ่งข้อดี – ข้อเสียในการเปิดร้านออนไลน์พอสรุปได้ดังนี้ ข้อดีของการทำ e-Commerce มีต้นทุนในการขายที่ต่ำ ลดต้นทุนในการเดินทาง สะดวกในการโต้ตอบกับลูกค้า ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์ เพียงมีอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตได้ สามารถทำเพียงคนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องจ้างคน ช่วยประหยัดต้นทุนด้านแรงงาน มีเครื่องสือสำรวจสถิติที่เอื้ออำนวยต่อการปรับปรุงการสื่อสารกับลูกค้า ลูกค้าเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปเอง เปิดค้าขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถลงโฆษณา และขายได้ทั่วโลก และสามารถเลือกเจาะกลุ่มการโฆษณาไปยังลูกค้าเป้าหมายได้ง่าย ลดการต่อรอง ไม่จำเป็นต้องมีสต๊อคสินค้า ก็สามารถสร้างร้านค้าขนาดใหญ่ได้ ข้อเสียของการทำ e-Commerce มีการแข่งขันสูง อาจโดนตัดราคาได้ง่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย ต้องมีความรู้เรื่องอินเทอร์เน็ต ร้านค้าในอินเทอร์เน็ตมีหลายร้าน ยากต่อการค้นเจอ อาจต้องเสียค่าใช้จา่ยเพื่อปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้สวยงาม เสี่ยงต่อการถูกแฮก หรือแจ้งสแปมทำให้ร้านค้าโดนปิด สินค้าจับต้องไม่ได้ หากลูกค้าได้รับสินค้าที่ไม่ตรงกับภาพ อาจถูกโจมตีได้ การจัดส่งต้องใช้เวลาหลายัน และลูกค้าจะต้องเสียค่าจัดส่งเพิ่ม สำหรับผู้เริ่มต้นที่จะมีธุรกิจออนไลน์เป็นของตัวเอง ตลอดจนธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการจะขยายกลุ่มเป้าหมาย การขายสินค้าในรูปแบบของการทำ e-Commerce หรือการขายสินค้าทางออนไลน์ ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นช่องทางในการเพิ่มกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น  

15 เรื่องง่ายๆ ที่ร้านค้าออนไลน์ไม่เคยรู้ (ใจลูกค้า) ตอนที่ 1

search-apple

1. ไม่มีรายละเอียดสินค้าที่ครบถ้วน ตัวอย่าง ในความเป็นจริงแล้วลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ เขาอยากจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าตัวนั้นๆ ให้มากที่สุดเพื่อที่เขาจะได้รู้จักกับสินค้า ด้วยตัวของเขาเอง จะได้ไม่ต้องโทรมาถามทางร้านค้า เพราะปกติแล้วสินค้าออนไลน์ มีข้อด้อยกว่าสินค้าออฟไลน์(หน้าร้านจริง) อยู่แล้ว ตรงที่ไม่สามารถจับต้องสินค้าได้ ต้องอาศัยภาพและคำอธิบายในการสื่อสารให้ลูกค้าเกิดความต้องการซื้อ