การทำ E-Commerce จำเป็นต้องมีการวัดผลตลอดเวลา

50 E-Commerce Technic
#1. การทำ E-Commerce จำเป็นต้องมีการวัดผลตลอดเวลา!

      ผู้ประกอบการออนไลน์ส่วนมากมักทำการค้าขายออนไลน์โดยที่มองข้าม หรือเอาเข้าจริงๆ อาจจะไม่มีความรู้เรื่องการวัดผลค่าสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนออนไลน์ ซึ่งเทคนิคที่จะแนะนำนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งร้านค้ามือใหม่ และร้านค้าที่เคยติดตั้งระบบวัดผลอย่าง Google Analytics เอาไว้แล้ว แต่อาจจะยังใช้ Feature หรือ อ่านค่าต่างๆ จาก Google Analytics  ไม่เต็มศักยภาพ ยังคงสามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้ได้เช่นกัน  การทำร้านค้าออนไลน์ส่วนมากผู้ประกอบการมักจะมัวยุ่งกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ในด้านการค้ามากกว่าที่จะทำการวิเคราะห์หรือวัดสถิติต่างๆ ซึ่งจริงๆ อาจจะค่อยๆ เรียนรู้และเลือกใช้เทคนิค เหล่านี้ในเบื้องต้นไปก่อนก็ได้ครับ ค่าต่างๆ จาก Googel Analytics (หรือระบบวัดผลอื่นๆ ที่ท่านไปเปิดร้านค้าออนไลน์ด้วย)  ค่าต่างๆ ที่ร้านค้าควรนำมาวิเคราะห์มีดังต่อไปนี้ครับ (บางส่วน ซึ่งหากจะเอารายการที่ต้องวัดค่าทั้งหมดนี่สามารถ list รายการออกมาได้อาจจะถึงร้อยรายการ)

 E-Commerce KPI  
ก่อนจะไปถึงค่าสถิติที่ต้องการขอให้เจ้าของร้านค้าทำความเข้าใจ สูตรในตำนานสำหรับการทำการค้าขายออนไลน์ก่อนนะครับ
Sale = Visitor x Conversion Rate x Average Spending 
Visitor = จำนวนผู้เข้ามายังร้านของคุณ
Conversion = % การซื้อสินค้าของร้านเรา (หากมี visitor 100 คน มีคนซื้อกี่ order )
Average Spending = ยอดขายเฉลี่ยต่อ 1 order
(ยอดเงินที่ได้ทั้งหมด หารด้วย จำนวนorder ทั้งหมด)

เริ่มที่ Factor แรกของการทำยอดขายออนไลน์กันก่อนนะครับนั่นก็คือ

Visitor

website-traffic
การนับจำนวน visitor สำหรับร้านค้าออนไลน์ นั้นแตกต่างกับร้านค้าที่มีหน้าร้านจริงๆ ตรงที่ลูกค้าที่เดินเข้ามาที่หน้าร้านค้าจริงนั้น ส่วนมากจะมีโอกาสซื้อสินค้ามากกว่าร้านค้าออนไลน์ เพราะ หลายๆ ครั้งจะมีการเข้ามายังร้านค้าหลายครั้งกว่าจะตัดสินใจทำการซื้อสินค้า หรือ จำนวน Visitor ที่เข้ามายังหน้าร้านค้าออนไลน์เหล่านั้น หลงเข้ามายังหน้าร้านค้าออนไลน์โดยการไปประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ
โดยที่ไม่ได้ตั้งใจเข้ามา

ดังนั้นค่า KPI อีกค่าที่ต้องทำการวัดผลคือ – Unique Visitor  :

สำหรับการค้าขายออนไลน์ ลูกค้าที่ทำการเปิดหน้าร้านค้าออนไลน์ของเราเข้ามาอาจจะทำการเปิดเข้ามาหลายครั้งใน 1 วัน แต่เพื่อเป็นการวัดผลทางสถิติ ระบบวัดผลออนไลน์จึงต้องทำการเลือกว่า หากทำการเปิดหน้าร้านค้าออนไลน์เข้ามาซ้ำๆ กันในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที (ช่วงระยะเวลา 30 นาทีนี้สำหรับ Google Analytics นะครับ ต้องไปดูว่าท่านใช้ระบบวัดสถิติของที่ไหน แต่เพื่อการง่าย ผมใช้ Google Analytics เพราะเป็นระบบของ Google ซึ่งแน่นอนว่า ลูกเล่นและความเสถียรของระบบสูงมาก และเป็นระบบที่เว็บไซต์ส่วนมากต้องทำการติดตั้งระบบนี้ไว้ เพราะเป็นของฟรี)  นอกจากระบบวัดผล Google Analytics แล้วยังมีระบบวัดผลที่ลึกลับซับซ้อนมากกว่านี้อีกครับ หไว้โอกาสหน้าจะหาข้อมูลมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังนะครับ เพราะระบบวัดผลนี้ ยังแยกออกเป็นวัดผลสื่อ Social network ต่างๆ เพื่อเจาะลึก visitor ที่เข้าไปใช้งาน social network อีกด้วย

Unique Visitor หมายความว่าเป็นคนที่เปิดเข้าเว็บไซต์ของคุณเข้ามาไม่ซ้ำเครื่องคอมพิวเตอร์กันในช่วง 30 นาที
ซึ่งก่อนหน้ายุค mobile/tablet rising นี้ 1 visitor ก็จะมีอุปกรณ์เปิดเข้าเว็บไซต์แค่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือไม่ก็ Notebook
แต่ปัจจุบัน เพิ่มเข้าไปอีกทั้ง smart phone และ Tablet ดังนั้นหากร้านค้าจะทำการวัดผลให้ใกล้เคียงความเป็นจริงของพฤติกรรมของ visitor (เพื่อการทำความเข้าใจและเสนอสินค้า/บริการที่เหมาะสมให้กับ visitor เหล่านั้นได้ตรงความต้องการมากที่สุด)

website traffic

website traffic

จากการดู Visitor ที่เข้ามายังเว็บไซต์แล้ว สิ่งที่เราควรดูเพื่อมองหาสัดส่วนของ visitor ด้วยก็คือ สัดส่วนของ visitor
ที่เข้ามายังหน้าร้านออนไลน์นั้น เป็น New visitor มากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าถ้าช่วงไหนมีการประชาสัมพันธ์ร้านค้าผ่านสื่อต่างๆ
(ทั้งออนไลน์ offline ) ท่านก็ควรจะต้องเห็น New visitor ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น (ขั้นถัดไปก็คือการนำเอาสัดส่วนของ visitor ใหม่นี้ไปดูว่าเนื้อหาส่วนใดที่ถูกเปิดเพิ่มมากขึ้น หากเปรียบเทียบกับการมีหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วก็คือคอยมองพฤติกรรมลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจว่าเวลาลูกค้าเดินเข้าร้านค้าของเราแล้ว ปกติลูกค้ามองหาอะไรในร้านค้าของเรานั่นเอง)

เมื่อเรามองเห็น Visitor ที่เข้ามาแล้วนั้นสิ่งที่ควรทราบเป็นอย่างยิ่งก็คือ ลูกค้ารู้จักร้านค้าของเราได้อย่างไร
หรือเข้ามายังหน้าร้านค้าของเรารู้จักร้านค้าของเราได้อย่างไรนั่นเอง ซึ่งค่าที่เรียกก็คือ Referral Source หรือ Traffic source
ซึ่งหมายความว่า ลูกค้ามาร้านค้าของเราได้อย่างไร เช่นผ่านมาทาง Banner โฆษณาที่เราไปซื้อไว้ หรือว่าผ่านทาง Free webboard
ที่เราได้ไปทำการประชาสัมพันธ์ไว้ (หรือมีคนไปพูดถึงร้านเราแล้วให้ ลิงค์มายังร้านค้าของเราเอาไว้) หรือว่าจะเป็น visitor ที่เข้ามายังหน้าร้านออนไลน์ผ่าน social network
เบื้องต้นทั้ง 4 หัวข้อนี้ Visitor/Unique visitor/New Visitor vs Return visitor และ Traffic source ซึ่งแยกย่อยออกเป็นทุกช่องทาง ที่ส่ง visitor มายังเว็บไซต์ของเรานั่นเอง

ทั้งหมดนี้แค่ factor แรกของการทำยอดขายออนไลน์เท่านั้นครับ ทบทวบสูตรการทำยอดขายออนไลน์อีกครั้งนะครับ
Sale = Visitor x Conversion Rate x Average Spending ซึ่งแน่นอนว่ายังมีอีก 2 factor หลักๆ ที่เราจะต้องพูดถึงกันต่ออีก

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *