ช่องทางการขายบน e-Commerce ตอนที่ 1/2

ช่องทางการขายบน e-Commerce

 

e-commerce-multi-channel

e-commerce-multi-channel

 

การขายในรูปแบบออนไลน์นั้น ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเป็นของตัวเองก็สามารถขายสินค้าได้ เพียงแค่มีพื้นที่สำหรับแสดงรูป รายละเอียดสินค้า และข้อมูลให้ติดต่อซื้อขาย เพียงเท่านี้ก็สามารถประกาศขายสินค้าได้แล้ว โดยช่องทางการขายในรูปแบบออนไลน์ หรือ e-Commerce นั้น สามารถทำได้ดังนี้

เปิดเว็บไซต์เอง

ปัจจุบันองค์กรและบริษัทห้างร้านต่างๆ จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของตนอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อไว้เป็นที่สำหรับเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากที่สุด ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจได้อีกด้วย

ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์

เรามาดูว่าในการสร้างเว็บไซต์นั้น จะต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. วางแผนงานและกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์ เช่น เนื้อหาที่ต้องใช้ งบประมาณต่างๆ และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เป็นต้น

2. จดโดเมนเนม (Domain Name) คือการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ของคุณให้เป็น .com, .net, .in.th หรืออื่นๆ เพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย

โดยแต่ละชื่อก็จะมีความหมายต่างกัน ดังนี้

การตั้งชื่อโดเมนที่ดี

-สั้นและจดจำได้ง่าย

-ควรตั้งชื่อให้ตรงกับสินค้าที่เราขาย หรือธุรกิจที่ทำอยู่

-ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ หากต้องการตั้งชื่อเป็นภาษาไทยก็ใช้คำทับศัพท์เป็นภาษาคาราโอเกะแทน

-หลีกเลี่ยงเครื่องหมายขีดกลาง – (Hyphen) ขั้นระหว่างคำเพื่อให้ง่ายและป้องกันการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ผิด เพราะส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์ติดกัน

3. เช่าเว็บโฮสติ้ง (Web Hosting)คือบริการให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์

4. ออกแบบเว็บไซต์ คือการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ ออกแบบปุ่มเนวิเกชั่นภายในเว็บไซต์ และการออกแบบหน้าเว็บเพจต่างๆ

5. สร้างและทดสอบการใช้งาน ภาษาที่ใช้ในการสร้างหน้าเว็บเรียกว่า HTML แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้เขียนคำสั่ง HTML โดยตรง จะเลือกใช้โปรแกรมสำหรับสร้างและออกแบบเว็บไซต์แทน เช่น Dreamweaver, Joomla เป็นต้น

6. ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก หลังจากสร้างเว็บไซต์แล้วจะต้องมีการโฆษณา หรือโปรโมทเพื่อเผยแพร่เว็บไซต์

7. ดูแล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์นั้นจะต้องมีการอัพเดทข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่แสดงอยู่เป็นปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าการสร้างเว็บไซต์นั้นมีขั้นตอนอยู่พอสมควร หากคุณมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์อยู่บ้าง มีเวลาพออาจจะลองสร้างเองก็ได้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าต้องการความสะดวก และรวดเร็ว อาจจะจ้าง Freelance รับทำเว็บไซต์ หรือบริษัทรับทำเว็บไซต์ก็ได้ ซึ่งในการเปิดเว็บไซต์เองจะต้องเสียค่าจดโดเมนเนม ค่าเช่าพื้นที่ Web Hosting และค่าจัดทำเว็บไซต์ด้วย

NOTE : สามารถค้นหาชื่อผู้ให้บริการโดเมนเนมและเช่าเว็บโฮสติ้งได้ที่ www.dbdmart.com

multichannel_ecommerce

multichannel_ecommerce

โปรแกรมสร้างเว็บสำเร็จรูป (CMS)

CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นโปรแกรมสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ซึ่งมีอยู่หลายโปรแกรม และหลายรูปแบบ ที่เป็นที่รู้จักของคนไทย เช่น WordPress, Joomla, Opencart, Magento, Drupal, Prestashop เป็นต้น ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็จะมีจุดประสงค์และรองรับการ

ใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้

-WordPress เป็น CMS ยอดนิยมทั่วโลก เหมาะกับเว็บไซต์ บทความทั่วไป (Blog) การอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำได้ง่าย

-Joomla เป็น CMS ยอดนิยมอีกตัว จุดเด่นคือ มีความยืดหยุ่น การจัดการ Module หรือการย้ายต่ำแหน่งส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์เป็นไปได้อย่างอิสระ

-Drupal เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมในด้านจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ พวกเว็บ Community หรือเว็บหนังสือพิมพ์ต่างๆ ด้วยระบบที่ยืดหยุ่นในด้านการจัดการเนื้อหาอย่างละเอียด การใช้งานก็ค่อนข้างยาก จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก

นอกจากนี้ CMS บางระบบ ยังเน้นสำหรับสร้างเว็บ e-Commerce โดยเฉพาะ เช่น

-Opencart เป็น CMS ที่เหมาะกับการทำเว็บขายของมากที่สุด เพราะใช้งานง่าย เป็น CMS ที่เกิดมาเพื่อรองรับเว็บขายของโดยเฉพาะ

-Prestashop เป็นอีก CMS สำหรับสร้างเว็บขายของเช่นเดียวกับ Opencart แต่การใช้งานค่อนข้างยากกว่า Opencart ในระดับหนึ่ง

-Magento เป็น CMS ที่นิยมใช้กันมาก มีระบบที่ครอบคลุมงานด้านการซื้อขายทั้งหมด รูปแบบเว็บไซต์เรียบหรู แต่การใช้งานค่อนข้างยาก และยังไม่รองรับภาษาไทยเท่าที่ควร ทำให้ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในไทยมากนัก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองสร้างเว็บร้านค้าออนไลน์ด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเขียนโปรแกรม ก็สามารถหาดาวน์โหลด CMS เหล่านี้มาใช้งาน หรือหาผู้ให้บริการที่เตรียมระบบ CMS เหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ใส่ข้อมูลของเราเข้าไปก็ได้สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับสร้างเว็บ CMS

1. โปรแกรมฐานข้อมูลที่จะใช้ เช่น MySQL, PostgreSQL, MS Access, MS SQL Sever, Oracle สำหรับเก็บข้อมูลของ CMS

2. เครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการนำระบบไปติดตั้ง เช่น Windows Server, Unix หรือ Linux Server (Linux, BSD, Solaris, Ubuntu และอื่นๆ)

วิธีการติดตั้ง CMS

เป็นขั้นตอนคร่าวๆ ที่ทุกๆ CMS จะต้องดำเนินการหลังจากดาวน์โหลดไฟล์สำหรับติดตั้งเรียบร้อยแล้ว มีขั้นตอนดังนี้

1. อัพโหลดไฟล์ CMS ขึ้น Server

2. เปิด Browser เพื่อตั้งค่าการใช้งานของ CMS

3. ตั้งค่าระบบการจัดการหลังบ้าน (Backend) ต่างๆ เช่น username ของ admin เป็นต้น

4. ทดลองสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS

ข้อดีของ CMS

-ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ทั้งหมด

-ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก

-ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด

-มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย เช่น ระบบแกลลอรี่

-สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดธีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ

ข้อด้อยของ CMS

-ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบธีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปกติ เนื่องจาก CMS มีหลายๆ ระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้

-ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่น จะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น

-ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการติดตั้งครั้งแรกกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (server) แต่ปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ ที่บริการติดตั้งระบบ CMS ให้ฟรีๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขายบน e-Marketplace

marketplace

marketplace

 

e-Marketplace หรือตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เหมือนตลาดกลางรวบรวมสินค้าและร้านค้า หรือบริษัทต่างๆ ที่สามารถเข้ามาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ผู้ผลิตสามารถขายสินค้าโดยไม่ต้องผ่านตัวแทนจำหน่ายได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าไปได้ทั่วโลก สำหรับบริการต่างๆ ใน e-Marketplace หลักๆ จะประกอบด้วย

-บริการสารบัญธุรกิจ รวบรวมรายชื่อของธุรกิจแบ่งเป็นประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาค้นหาธุรกิจ หรือสินค้าที่ต้องการได้ง่าย

-บริการแคตตาล็อคสินค้าออนไลน์ แสดงรายการสินค้าแบ่งตามหมวดหมู่สินค้า

-บริการประกาศซื้อขายสินค้าและบริการ หรือประกาศความต้องการของธุรกิจ

-บริการจัดทำเว็บไซต์สำเร็จรูป โดยคุณสามารถสร้างเว็บไซต์สำหรับขายสินค้าผ่านบริการเว็บไซต์สำเร็จรูปได้ ซึ่งเว็บไซต์ที่สร้างแล้วจะถูกรวบรวมและแยกหมวดหมู่ไว้ในรายชื่อธุรกิจภายในเว็บไซต์นี้ให้ด้วย โดยจะต้องลงทะเบียนกับทางเว็บไซต์เพื่อขอเปิดร้านออนไลน์ จะมีแพ็คเกจให้เลือกทั้งแบบฟรี และคิดค่าบริการ ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เลือก เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ได้โดยที่ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการสร้างเว็บไซต์มาก่อนก็ได

e-Marketplace นับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่หลายๆ ร้านค้าเข้ามาซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการนำข้อมูลร้านค้าหรือธุรกิจของตนมาลงไว้ในเว็บไซต์เหล่านี้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการพบปะลูกค้าได้ทั่วโลก ทำการค้าขายระหว่างกันได้ง่าย นอกจากเว็บไซต์ที่ให้บริการของไทยแล้วยังมีเว็บไซต์ในต่างประเทศที่ดังๆ เช่น amazon.com, ebay.com, alibaba.com, taobao.com เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการซื้อขายสินค้าต่างๆ ได้มากขึ้น และสามารถขยายฐานธุรกิจให้เป็นที่รู้จักได้ทั่วโลก

นอกจากจะเป็นตลาดกลางสำหรับซื้อขายสินค้าทั่วไปแล้ว ยังมีเว็บ e-Marketplace ที่ให้บริการเป็นตลาดกลางสำหรับซื้อขายสินค้าเฉพาะด้าน เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลของธุรกิจในด้านนั้นๆ เช่น ตลาดกลางขายของมือสอง ตลาดกลางขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตลาดกลางซื้อขายสินค้าโอทอป เป็นต้น

การใช้บริการของ e-Marketplace เหล่านี้ จะช่วยขยายโอกาสในการติดต่อซื้อขายสินค้า โดยที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเข้ามาเลือกหาสินค้าที่ต้องการได้ง่าย สะดวกในการเปรียบเทียบข้อมูลของสินค้าแต่ละร้าน ลดต้นทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงบุคลากรในการดำเนินงานต่างๆ

ตัวอย่างการสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป

eCommerce-shopping-cart-wheel-services

eCommerce-shopping-cart-wheel-services

 

ในส่วนนี้จะแนะนำวิธีการสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป โดยจะยกตัวอย่างการสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ฟรีกับ www.lnwshop.com ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. เปิด www.lnwshop.com แล้วกดหรือคลิก เปิดร้านค้าฟรี

2. หากยังไม่ได้ Login เข้าสู่ระบบ คุณจะเห็นหน้าต่างเข้าสู่ระบบ lnwshop ก่อน หรือถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ให้สมัครสมาชิกก่อน

3. เมื่อคุณเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่ STEP 1 ของการเปิดร้าน โดยให้กรอกข้อมูล และรายละเอียดของร้านให้ครบถ้วน เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านได้มากยิ่งขึ้น

4. เมื่อเรียบร้อยแล้วให้กดหรือคลิก ขั้นตอนเปิดร้านถัดไป

5.STEP 2 ให้คุณเลือกรูปแบบเว็บไซต์ (Template) ของร้านค้าคุณซึ่งมีให้เลือกมากมายโดยคลิก เลือกรูปแบบนี้ ด้านล่างรูปแบบที่คุณต้องการดังภาพ

6. STEP 3 ให้คุณตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลและรูปแบบเว็บไซต์ร้านค้าของคุณ พร้อมอ่านข้อตกลงการใช้งานในการใช้ร้านค้าออนไลน์จากนั้นให้คลิก เปิดร้านค้าออนไลน์

7. สิ้นสุดการเปิดร้านค้า คุณสามารถเข้าไปที่หน้าร้านค้า ปรับแต่งหน้าร้าน หรือจัดการหลังร้านได้ทันที

สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ใช้บริการสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูปก่อนก็ได้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งก็มีเว็บไซต์ที่ให้บริการอยู่เป็นจำนวนมากเมื่อธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น มีเงินทุนมากพอค่อยลงทุนสร้างเว็บไซต์ของตัวเองขึ้นมาก็ได้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ นอกจากบริการสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้ยังมีบริการอื่นๆ ให้เลือกใช้ เช่น บริการออกแบบเว็บไซต์ จดโดเมนเนมและเช่าเว็บโฮสติ้งให้ทำ SEO โปรโมทให้เว็บไซต์ติดอันดับใน Search Engine เป็นต้น

ขายบน e-Classified

e-Classified เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการลงประกาศซื้อขายสินค้า โดยจะแบ่งหมวดหมู่สินค้าไว้ให้แล้ว สามารถเลือกหมวดที่ต้องการแล้วเข้าไปประกาศซื้อขายได้โดยตรง เช่น www.olx.co.th  (ชื่อเดิม www.dealfish.co.th) ที่ให้บริการประกาศซื้อขายได้แบบฟรีๆ ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองก็ขายได้

ข้อดีของการขายบนเว็บ e-Classified คือ เป็นการประกาศซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้บริโภค ซึ่งอาจจะมีสินค้าไม่กี่ชนิด สามารถเริ่มต้นได้ง่ายทันที ที่สำคัญคือฟรี ส่วนข้อเสียคือไม่เหมาะกับผู้ที่มีสินค้าเป็นจำนวนมากๆ นั่นเอง

Classified โพสต์ขายได้จริงหรือ

เว็บ Classified นั้น ผู้ประกาศขายสินค้าไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์เป็นของ ตัวเองเลย เพียงใช้เว็บเหล่านี้เป็นช่องทางในการประกาศซื้อขายสินค้า พร้อมระบุราคา รูปสินค้า และที่อยู่ติดต่อให้ครบถ้วน เพียงเท่านี้ก็สามารถทำการซื้อขายได้แล้วการโพสต์ขายตามเว็บ Classified ต่างๆ นั้น จะช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม เนื่องจากเว็บไซต์ได้แบ่งหมวดหมู่ในการค้นหาสินค้าเอาไว้ให้แล้ว หากมีคนสนใจหมวดไหน ก็จะคลิกเข้าไปหาตามหมวดที่ต้องการ นอกจากนี้หากเรามีช่องทางการติดต่ออื่นๆ เช่น มีเว็บไซต์ มี Facebook หรืออื่นๆ ก็สามารถใส่ลิงค์ร้านค้าเข้าไปเพื่อเป็นการโปรโมทร้านได้อีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เว็บไซต์เหล่านี้จะมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ข้อความที่ลงประกาศควรใช้ข้อความที่น่าสนใจ ดึงดูดให้คนอยากคลิกเข้าไปดู แต่ก็ให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และควรเข้าไปอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โพสต์อยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหา ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่จะช่วยเพิ่มยอดขายได้

สำหรับเว็บ Classified ของไทยที่ให้บริการประกาศซื้อขายสินค้ามีอยู่หลายๆ เว็บไซต์ โดยบางเว็บไซต์อาจจะต้องสมัครเป็นสมาชิกภายในเว็บไซต์ก่อนถึงจะสามารถลงประกาศได้

Social Media ช่วยขายได้อย่างไร

การใช้งานสื่อ Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, Line หรือ YouTube เข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางการขายและการตลาด เนื่องจากสื่อเหล่านี้สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถโต้ตอบระหว่างกันได้ทันที เพียงแค่กดปุ่ม Like หรือ Share ก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลต่อไปได้ไม่สิ้นสุด นับเป็นเครื่องมือที่คุ้มค่า และช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก เพราะมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการลงโฆษณาผ่านสื่อประเภทนี้จะสามารถผ่านสายตาผู้ใช้ได้มาก นอกจากการกด Like หรือ Share แล้ว การโพสต์ข้อความต่างๆ รูปถ่าย วิดีโอ ที่เป็นประโยชน์ต่อร้านค้าอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นได้

แต่อย่างไรก็ตามแต่ละ Social Media นั้น ล้วนมีข้อจำกัดของตัวเอง และมีความน่าเชื่อถือต่ำกว่าการมีเว็บไซต์ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งสามารถตรวจสอบการมีตัวตนของร้านค้าได้ ดังนั้นควรจะมีทั้งเว็บไซต์ร้านค้า และสื่อ Social Media ของร้านไว้ด้วย เพื่อเป็นช่องทางในการตลาดควบคู่กับเว็บไซต์หลัก เพราะการที่มีผู้ชมเข้ามาดูหรือมากด Like นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้ามาซื้อสินค้าเสมอไป ผู้ขายเองควรจะเข้าใจการทำงานของแต่ละโปรแกรมด้วยเพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง นอกจากนี้อาจจะนำเทคนิคการขายต่างๆ เช่น การลดราคา จัดโปรโมชั่นในเทศกาลต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าอยากจะซื้อสินค้าด้วย เป็นต้น ที่สำคัญควรใส่ใจกับคุณภาพของสินค้าที่ขาย และการบริการอย่างตรงไปตรงมา เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถเรียกลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าของคุณได้อีกแน่นอน

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *